[SF] เรือนใจของพี่ Special 2 */By izaya/*
posted on 05 Jun 2006 12:35 by izaya in Tenipuri
Title : เรือนใจของพี่ ภาค พิสดาร 2
Author : Zenro Izaya
Fandom : Prince of Tennis
Rate : PG-13
=========================================
"....ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่เรามักเฝ้ารอให้เวลากลางคืนมาถึง
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เวลากลางวันกลับกลายเป็นเวลาที่น่าเบื่อ
ทั้งเสียงที่อึกทึกครึกโครม...และแสงตะวันที่แผดเผาจนผิวหนังต้องหมองไหม้.....
.....ทำไมกันนะ ทั้งที่เสียงอึกทึกที่ว่าเคยเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุด
และแสงตะวันก็เคยเป็นแสงที่สวยและชอบที่สุดแต่บัดนี้กลับเกลียด
ใช่แล้ว.....ตั้งแต่วันที่เราได้พบเขาคนนั้นนั่นเอง..."
เรือนใจของพี่ ภาค พิสดาร 2 by izaya
ในเวลากลางคืนที่เงียบสงัด หญิงสาวที่มีผมสีดำยาวเป็นมันขลับนางหนึ่งได้ออกมานั่งเล่นรับลมยามค่ำคืนอยู่ที่ริมระเบียงฟากหนึ่งของเรือนซึ่งดูเหมือนจะเป็นกิจวัฒประจำวันของหญิงสาวเจ้าของบ้านที่ทำเป็นประจำทุกวัน
ในแววตาคมที่สะท้อนแสงจันทร์แลดูเศร้าสร้อย จนทำให้องครักษ์ประจำบ้านรู้สึกเป็นห่วงเจ้านายของตนเป็นยิ่งนัก ในนามของข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ซึ่งรักและเทิดทูนนายของตนเหนือสิ่งอื่นใด จึงต้องรีบเข้าไปปลอบประโลมนายที่ตอนนี้ดูบอบบางราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ตุ้บ!
"อุ๊ย!....พะโล้ มาทำอะไรเนี่ยเมื่อกี้นี้เห็นเข้านอนไปแล้วนี่นา"
หญิงสาวอุทานขึ้นเมื่อองครักษ์ประจำกายในร่างของสุนัขพันธุ์ฝรั่งซึ่งมีขนสีอ่อนราวกับแสงจันทร์ แต่ดันมีนามว่าพะโล้อยู่ ๆ ก็เดินเข้ามาลงนอนข้าง ๆ แถมเอาหัวขึ้นมาเกยตักเธออีก ยังไม่พอมันยังทำเป็นมองด้วยสายที่ดูเศร้าสร้อยราวกับรับรู้ถึงความโศกเศร้าภายในจิตใจของนายหญิง
เมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้นก็เข้าใจ....พะโล้มันคงเป็นห่วง
"ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกน่าพะโล้ ฉันแค่ออกมานั่งชมจันทร์รำลึกความหลังเฉย ๆ น่ะ"
===========================================
เมื่อ 1 ปี ก่อน....
"เร่ เข้ามาจ้า เร่เข้ามา ไข่สด ๆ ถูก ๆ เชิญทางนี้เลยจ้า" แม่ค้าขายไข่กำลังตะโกนเรียกลูกค้าด้วยเสียงอันดัง ซึ่งเป็นระดับเสียงปกติที่จะหาฟังได้ในตลาดสดเท่านั้น
"สวัสดีจ้ะป้า วันนี้ขอไข่ไก่สักห้าฟอง เอาใส่ในตะกร้านี่ให้หน่อยสิจ้ะ" หญิงสาวผมดำยาวสลวยเดินตรงเข้ามาที่แผงไข่
"อ้าว สวัสดีจ้ะแม่เรียม วันนี้จะเอาไข่ไปทำอะไรตั้งห้าฟองล่ะเนี่ย" แม่ค้าถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางรับตะกร้าจากมือหญิงสาว
"วันนี้ว่าจะทำไข่พะโล้น่ะจ้ะป้า" หญิงสาวคนงามตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ทำเยอะระวังทานไม่หมดนา ผู้หญิงตัวคนเดียว หรือว่าจะมีใครมาทานด้วยเอ่ย อ๊อออ...หรือว่าจะเป็นท่านเจ้าคุณรูปหล่อ(อ้วก!)ที่เพิ่งย้ายมาอยู่โรงหม้อได้ไม่นานคนนั้น นี่ป้าได้ยินมาอีกทีนะรู้สึกว่าท่านเจ้าคุณเค้าจะสนใจแม่เรียมอยู่นา จะออกเรือนเมื่อไหร่ล่ะ ? ให้ป้าเป็นแม่สื่อให้ก็ได้นะ" จากแม่ค้าขายไข่ธรรมดาที่ชักเริ่มอยากผันแปรอาชีพไปเป็นแม่สื่อ แต่ดันสื่อผิดเวลาฝอยซะยาวเหยียดจนสาวงามของเราเริ่มทนไม่ไหว
"นี่ป้า!! ฉันมาซื้อไข่นะ ไม่ได้มาหาศิราณี แล้วฉันจะกินหมดไม่หมด หรือกินกับใครมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับป้าหรือท่านเจ้าคุณหน้าใหม่นั่นแม้แต่น้อย เอาตะกร้าฉันคืนมาได้แล้ว ฉันจะไปซื้อหมูต่อ" จ่ายสตางค์เสร็จแม่เรียมก็ก้าวฉับ ๆ ๆ จนสไบปลิว มุ่งหน้าไปซื้อหมูที่ร้านขายหมูต่อทันที
"ปากคมเป็นตะไกรแบบนี้ มิน่าไม่ออกเรือนซะที เฮ้ออ" แม่ค้าขายไข่ยังคงเหลียวตามสาวงามปากตะไกรที่ตอนนี้เริ่มทะเลาะกับคนขายหมูต่ออีกรอบ
========================================
หลังจากที่แม่เรียมคนงามกลับจากสนามรบ เอ้ย ตลาดสดใกล้บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระเจ้ายา เมื่อมาถึงหน้าบ้านก็พบว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญมายืนรอเจ้าของบ้านที่ออกไปซื้อกับข้าวอยู่ ในมือมีดอกไม้สีสวยหลากสีกำใหญ่เหมือนเพิ่งเก็บมาจากริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เมื่อแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นเหลือบมาเห็นเจ้าของบ้านที่ตนรอคอย ก็รีบเอาดอกไม้ไปซ่อนไว้ด้านหลังทันที มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาขยับกรอบแว่นให้เข้าที่ เมื่อเตรียมใจพร้อมแล้ว ....
"แม่...."
"มาทำอะไรที่นี่รึ ท่านเจ้าคุณ...งานที่โรงหม้อเสร็จแล้วหรืออย่างไรถึงได้มีเวลาว่างเดินเก็บดอกไม้ริมแม่น้ำซะกำใหญ่" แม่เรียมถามเสียงเรียบ ๆ ด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยจะยินดีเท่าไหร่กับการมาถึงของชายผู้นี้
"โถแม่เรียมคนงาม แม่ก็รู้ว่าพี่น่ะงานยุ่ง แต่พี่ก็ยังปลีกตัวจากงานมาหาแม่เพราะว่าพี่คิดถึงแม่จนไม่เป็นอันทำงาน" ท่านเจ้าคุณค่อย ๆ น้อมศีรษะลงพร้อมทั้งยื่นดอกไม้มาด้านหน้า
แต่ถืออยู่นานแม่เรียมก็ไม่รับไปซะที ท่านเจ้าคุณจึงเงยหน้าขึ้นมาดู
แกร๊ก!.........แม่เรียมเข้าบ้านไปแล้วแถมยังล๊อกประตูซะเรียบร้อยอีก
"โถ แม่เรียมทำไมใจร้ายกับพี่นัก แม้แต่ดอกไม้ที่พี่บรรจงเก็บมาเพื่อแม่...แม่ก็ยังไม่ยอมรับ" ท่านเจ้าคุณเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าหวังให้หญิงสาวใจอ่อน
"ถ้าคิดถึงแม่ขนาดนั้นทำไมท่านเจ้าคุณไม่กลับไปที่เรือนล่ะ แล้วดอกไม้นั่นก็เก็บมาเพื่อแม่มิใช่รึ จะให้ฉันรับมาได้อย่างไร ?" แม่เรียมทนรำคาญไม่ไหว จึงเปิดหน้าต่างชั้นสองแล้วตะโกนลงมา
"แต่แม่เรียม... แม่ที่ฉันกล่าวถึงน่ะ หมายถึงแม่เรียมนะ"
"ฉันจำไม่เห็นได้ ว่ามีลูกตัวโตขนาดนี้ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วฉันว่าท่านเจ้าคุณกลับไปเถอะ เดี๋ยวใครเขาเห็นเขาจะเอาไปพูดนินทากันอีก"
แม่เรียมพูดจบก็ปิดหน้าต่างแถมลงกลอนในทันที วันนี้ท่านเจ้าคุณก็ต้องยอมถอยไปอีกหนึ่งวัน
"เฮ้ออออ.....น่ารำคาญเสียจริง สงสัยต้องหาหมามาเลี้ยงไว้สักตัว ไว้กันหมาด้วยกัน" แม่เรียมทำอาหารไปบ่นไป ตาก็คอยดูซุปพะโล้ในหม้อ มือก็คนไป กว่าจะทำอาหารเย็นเสร็จก็ค่ำพอดี
"ดูซิ รบกับท่านเจ้าคุณอยู่นานเสียเวลาจริง ๆ ค่ำจนได้" แม่เรียมยกสำรับอาหารออกมาตั้งไว้ริมระเบียงที่ลมพัดมาเอื่อย ๆ และแสงจันทร์ส่องถึงทำให้บรรยากาศแลดูสงบและเย็นสบาย
.....แต่ก็ทำให้เหงาได้เช่นกัน....
"ฉันล่ะไม่ชอบกลางคืนเลยจริง ๆ เมื่อไหร่จะเช้าสักทีนะ" แม่เรียมนั่งทานอาหารเย็นคนเดียวท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้ง ๆ ที่เวลาทานอาหารห้ามพูดเรื่อยเปื่อย แต่ก็อดไม่ได้ เพราะกลางคืนมันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน อยากจะให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ ....
ซ่อกแซ่ก...ซ่อกแซ่ก....
มีเสียงใบไม้เสียดสีกันดังมาจากทางสวนใกล้เรือนของแม่เรียม แม่เรียมได้ยินดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่เสียงที่เกิดจากลมแน่ ๆ
"ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ...ออกมาเดี๋ยวนี้นะ อย่ามาทำลับ ๆ ล่อ ๆ แถวนี้ ไม่งั้นแม่จะเอาอีโต้เฉาะกะบาลเข้าให้" ปากก็พูดไปมือก็เตรียมคว้าอีโต้คู่ใจมาถือไว้
ซ่อกแซ่ก...ซ่อกแซ่กก....พรึ่บบ!
หลังจากที่เสียงใบไม้ใบหญ้าเสียดสีกันดังอยู่ได้อีกสักพัก สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งก็หลุดออกมาจากดงหญ้าที่ไม่ได้ตัดมาแรมปี สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีผมสีเงินเป็นประกายเมื่อต้องกับแสงจันทร์ ภาพนั้นได้ตรึงแม่เรียมเอาไว้ให้อยู่กับที่ไม่สามาถขยับเขยื้อนได้
ตึก!...
.....นี่เป็นครั้งแรกที่เธอคิดว่าแสงจันทร์ช่างงดงามเหลือเกิน.....
ทั้งที่มันก็งามมาตลอด แต่เธอกลับไม่เคยมองเห็น...
.....เป็นเพราะยามกลางคืนและท้องฟ้าดำมืดที่เธอเกลียด
ทำให้เธอไม่เคยสังเกตเห็นประกายแสงที่งดงามเช่นนี้มาก่อน
ประกายแสงที่...ไม่อาจมองเห็นได้ในยามกลางวัน...
"เอ่อ....ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นที่ใดหรือ ?" สิ่งมีชีวิตที่เจิดจ้าหันมาพูดกับหญิงสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"อ่ะ...ที่นี่คือเรือนของฉันเอง" แม่เรียมยังตะลึงในความงดงามของเรือนผมที่มีสีละม้ายแสงจันทร์ยามค่ำคืน
"อ่ะ...ต้องขออภัยด้วยหากผมบุกรุกเข้ามา คือผม....หลงทาง" ชายหนุ่มกล่าวด้วยใบหน้าสำนึกผิดจากใจจริง
"ฟังจากสำเนียงที่ไม่คุ้นหูและเครื่องแต่งกายที่ไม่คุ้นตา คุณคงหลงมาไกลน่าดู ฉันชื่อเรียม เป็นเจ้าของเรือนหลังน้อยนี้ แล้วคุณคนแปลกหน้าล่ะมีนามว่ากระไร ?"
"ผมชื่อโจอี้ เพิ่งกลับจากเมืองฝรั่งเลยยังไม่คุ้นทางแถวนี้สักเท่าไหร่ เลยเผลอหลงมาถึงที่นี่ได้" โจอี้ตอบพลางเกาหัวแกรก ๆ แก้เขิน
"คุณโจ..อะไรนะ" แม่เรียมไม่คุ้นกับชื่อแบบฝรั่ง เรียกยาก
"โจอี้ครับ แต่ถ้าลำบากเรียกโจเฉย ๆ ก็ได้ครับ คุณ...(จ๊อกกกกกกกกก~~~~).....เรียม" เสียงท้องที่ร้องขึ้นได้ถูกจังหวะ ทำเอาโจอี้หน้าแดง และทำแม่เรียมอดหัวเราะไม่ได้
"ท่าทางจะหิวนะ เหมือนคุณโจจะไม่ใช่คนร้ายด้วย เชิญขึ้นเรือนมาทานอาหารเย็นกันก่อนสิ"
"เอ่อ...ไม่ดีกว่าครับ เดี๋ยวชาวบ้านเขาเห็นจะเอาคุณเรียมไปนินทาเสียหายเปล่า ๆ เอ่อ...แล้วก็เรียกผมว่าโจเฉย ๆ ดีกว่าครับ เรียกคุณโจแล้วมันรู้สึกเขิน ๆ น่ะครับ"
"ไม่เป็นไรหรอก นี่มันหลังบ้านฉันเอง ใครที่ไหนจะมาเห็นได้ล่ะ อีกอย่างถ้าหิวก็ต้องกิน ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยไว้จะเป็นโรคกระเพาะได้นะ" แม่เรียมไม่พูดเปล่าเดินไปหยิบชามข้าวมาอีกใบตักข้าวให้เสร็จสรรพ
"งั้นผมต้องขอรบกวนด้วยนะครับ" โจอี้ถอดรองเท้าออกและขึ้นไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนชานระเบียง
"ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร เอ้อ...ฉันขอถามหน่อยสิโจ ทำไมโจถึงมีผมสีประหลาดแบบนั้นล่ะ ?" แม่เรียมถามขณะกำลังตักน้ำพะโล้ราดบนข้าว
"อ๋อ ผมเป็นลูกครึ่งน่ะครับ"
"ลูกครึ่ง ?"
"คือ...แม่ของผมเป็นฝรั่งน่ะครับ ผมเลยมีผมสีเดียวกับแม่ สีแบบนี้เขาเรียกว่าสีเงินน่ะครับ"
"อ๋อ งั้นหรือ.....สีสวยดีนะ" โจอี้รู้สึกเขินที่ถูกชมกระทันหัน แต่เมื่อได้ซดน้ำซุปสีน้ำตาลเข้มแล้ว
"คุณเรียมครับ น้ำแกงนี่เรียกอะไรหรือครับ มันหวาน ๆ อร่อยดี" โจอี้ถามแบบคนไม่เคยกินพะโล้ อยู่เมืองฝรั่งก็ต้องเคยกินแต่ของฝรั่งสิ
"นี่เขาเรียกน้ำพะโล้ ปกติจะใส่ไข่ไก่ต้มด้วย เลยเรียกว่าไข่พะโล้น่ะ"
"พะโล้หรือครับ ผมไม่เคยทานมาก่อนเลย มันอร่อยมากเลยครับคุณเรียม" โจอี้กินไปยิ้มไป ทำแม่เรียมใจพองโตเพราะไม่มีคนชมอาหารของเธอว่าอร่อยมานานแล้ว
"ถ้าอร่อยก็ทานอีกเยอะ ๆ สิ มีตั้งเยอะตั้งแยะ ยังไงฉันทานคนเดียวไม่หมดอยู่แล้ว"
"จริงหรือครับ" โจอี้ถามย้ำด้วยความดีใจ เมื่อแม่เรียมพยักหน้าตอบโจอี้ก็กินเอากินเอา แม่เรียมก็ดีใจที่เห็นคนกินอาหารที่เธอทำอย่างมีความสุข
"โอยยย....อิ่มแปร้เลยครับคุณเรียม พะโล้อร่อยมากจริง ๆ ผมชักติดใจ ถ้าไม่รังเกียจให้ผมมาทานอาหารกับคุณเรียมที่นี่อีกได้ไหมครับ" โจอี้ถามด้วยสายตามีความหวังสุด ๆ
"หืม ? เอาสิ ฉันก็ว่าจะชวนอยู่พอดี ฉันอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกฝรั่งอยู่เหมือนกันจะได้ถามจากโจไง" แม่เรียมตอบไปพลางเก็บถ้วยชามไปเตรียมล้าง
"ไชโย ดีใจที่สุดเลย ขอบคุณมากครับคุณเรียม"
หลังจากนั้นโจอี้ก็มาหาแม่เรียมทุกวันแต่จะมาได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เพราะตอนกลางวันโจอี้ต้องไปหาข้อมูลทำรายงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องเวทมนต์และไสยศาสตร์สำหรับยื่นส่งจบการศึกษาในปีนี้ และที่เขากลับมาสยามก็เพื่อหาข้อมูลทำรายงาน เขาจึงสามารถอยู่ที่สยามได้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น จากนั้นเขาต้องกลับไปทำต่อที่เมืองฝรั่งซึ่งเขาจากมา
แรก ๆ แม่เรียมถามโจอี้ว่าเขาพักอยู่ที่ไหน แล้วมาหาเธอที่บ้านทุกวันแบบนี้ไม่ลำบากหรือ โจอี้ก็บอกว่าเขามาพักอยู่กับลุงซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ทางฝ่ายพ่อของเขาเอง แล้วที่มาหาแม่เรียมทุกวันนี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร แค่เดินลัดจากสวนบ้านลุงก็ทะลุมาถึงสวนของแม่เรียมได้ แต่.......ก็ไกลใช่น้อยเมื่อไหร่ -*-
เมื่อโจอี้มาบ่อย ๆ แม่เรียมก็เริ่มรู้ว่าโจอี้ชอบทานอะไรไม่ชอบทานอะไร แต่ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็นไข่พะโล้ บางวันถึงขนาดซื้อไข่มาให้ทำพะโล้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว แถมยังเข้ามาป้วนเปี้ยนในครัวดูวิธีทำซะอีก เมื่อทั้งสองพบกันบ่อยเข้าก็เริ่มสนิทกันและแม่เรียมก็เริ่มมีความรู้สึกเล็ก ๆ กับโจอี้ แต่เธอก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าจนเหลืออีกเพียงสิบวันโจอี้ก็ต้องกลับประเทศ แต่ถึงจะรู้ว่าอีกไม่กี่วันจะต้องจากกัน แม่เรียมก็ยังคงคุยและถามเรื่องเกี่ยวกับรายงานของโจอี้ แถมยังบอกเล่าเรื่องความเชื่อที่เล่าต่อ ๆ กันมาให้โจอี้ฟังเก็บเป็นข้อมูลอีกด้วย เธอยังคงทำตัวเหมือนปกติทั้งที่ในใจเริ่มเจ็บแปลบขึ้นมา
เวลากลางวันกลายเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่เวลากลางคืนกลับเดินทางผ่านไปรวดเร็วราวสายลมพัด เมื่อก่อนทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยตั้งหน้าตั้งตารอเวลากลางคืนเลยแท้ ๆ แถมยังเกลียดเสียอีก....ก็เพราะพอตกกลางคืนความเงียบและความเหงามันก็จะถาโถมเข้ามา
แต่เดี๋ยวนี้นั้นไม่แล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยเกลียดเพราะมันมืด....กลับกลายเป็นท้องฟ้าที่สวยงามเพราะความมืดนั่นเอง ความมืดที่จะช่วยขับให้แสงจันทร์ดูโดดเด่นและส่องประกายได้ถึงที่สุด ทำให้แสงจันทร์ดูสวยที่สุด ...ความมืดดำเช่นเดียวกับเรือนผมของเธอ..
"โจ...อีกสามวันก็จะกลับแล้วใช่ไหม งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ไปฉันจะทำไข่พะโล้ที่โจชอบให้ทานติดกันสามวันเลยนะ" แม่เรียมกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ในใจยังคงทำใจไม่ได้ที่จะต้องจากกันแล้ว
"......." โจไม่ตอบเอาแต่นิ่งเงียบราวตกอยู่ในภวังค์
"โจ...เป็นอะไรรึ ?" แม่เรียมถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
"อ่ะ...เอ่ออ ไม่เป็นไรครับ คุณเรียมวันนี้กับข้าวอร่อยมาก" โจตอบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ หลบสายตา
"......มันอร่อยแน่หรือ ?" แม่เรียมถามย้ำ
"ครับอร่อยจริง ๆ " เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้แม่เรียมถึงกับฉุนขาด
"มันจะไปอร่อยได้ยังไง ในเมื่อนายยังไม่ได้กินสักกะคำ.." ถ้อยที่แม่เรียมกล่าวทำเอาโจอี้สะอึก
"ขะ...ขอโทษครับ...แต่...วันนี้ผมไม่ค่อยหิว" โจอี้ยังคงตอบหลบสายตาต่อไป
"มีเรื่องอะไรรึ ? โจ มีอะไรลำบากใจก็ปรึกษาฉันได้นะ เราเป็นเพื่อนกันมิใช่รึ ?" เรียมกล่าวด้วยสีหน้าเป็นห่วง แต่ในใจก็เจ็บปวด
...เพื่อน...ทั้ง ๆ ที่พูดเอง ก็เจ็บเอง....
"มะ...ไม่มีอะไรหรอกครับคุณเรียม วันนี้ผมคงต้องขอตัวลากลับก่อน ลานะครับ" พูดจบโจอี้ก็ลุกขึ้นยืน เดินลงจากชานระเบียง ใส่รองเท้าและเดินมุดสวนจนลับสายตาไปในทันที ทำให้แม่เรียมอดเป็นห่วงไม่ได้
หลังจากที่เธอเก็บถ้วยชามล้างให้สะอาดแล้ว เรียมก็ลงมานั่งมองแสงจันทร์ที่ชานระเบียงอีกครั้ง
"วันนี้แสงน้อย วันนี้พรุ่งนี้คงจะเป็นคืนมืดแล้วสินะ" แม่เรียมเอ่ยด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย
คืนพรุ่งนี้แสงจันทร์จะหายไป....หายไปจากฟ้ามืดยามรัตติกาล....แต่เมื่อถึงเวลา....แสงจันทร์ก็จะกลับมาใหม่
....แต่แสงจันทร์ของเธอเล่า....เมื่อจากเธอไปแล้ว....จะหวนกลับมาหาเธออีกรึเปล่า....
คืนนั้นแม่เรียมนั่งมองแสงจันทร์จนเผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว แต่เธอกลับจำไม่เห็นได้ว่าเดินไปหยิบผ้าห่มมาตอนไหน ?
เมื่อเรียมลุกขึ้นนั่ง จดหมายในซองขาวสะอาดฉบับหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา....พร้อม ๆ กับกับดวงใจของเธอที่หล่นร่วงหายลับไปในความมืดมิด เธอรีบแกะจดหมายออกแล้วอ่านในทันที
..............................................................................................................................................
....ถึงคุณเรียมที่เคารพ
ในตอนที่คุณกำลังอ่านจดหมายฉบับนี้ ผมก็คงกำลังจะขึ้นเรือกลับไปยังประเทศของผมแล้ว ผมขอโทษและได้โปรดยกโทษให้ผมที่ไม่มีความกล้าที่จะบอกคุณเกี่ยวกับกำหนดการที่อยู่ ๆ ก็เลื่อนเข้ามาเร็วขึ้นไปอีกสามวัน เมื่อวานนี้ทั้ง ๆ ที่ผมตั้งใจจะมาบอกลาคุณแท้ ๆ แต่ผมกลับพูดไม่ออก และยิงเห็นคุณตั้งอกตั้งใจทำอาหารเพื่อผมอีกมันทำให้คำพูดทั้งหมดที่ผมเตรียมมาถูกกลืนหายลงท้องไปหมด
ที่จริงแล้วผมอยากบอกคุณว่าผมสนุกและมีความสุขมากกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคุณ ทุกวันผมจะตั้งตารอให้ถึงตอนเย็นเร็ว ๆ ผมจะได้มาหาคุณ ได้เห็นหน้าคุณ ได้ฟังเสียงคุณ ได้เห็นคุณยิ้ม ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร ความรู้สึกนี้ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมไม่กล้าพูดออกไป เพราะผมไม่รู้ว่าคุณรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้พบกับคุณ ภาพคุณก็ติดอยู่ในใจผมเสมอมา.....ภาพหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีดำราวกับท้องฟ้ายามราตรี......ราวกลับภาพของภูติพรายที่ออกมานั่งชมจันทร์ยามค่ำคืน....
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมไม่สามารถพูดคำ ๆ นี้ออกไปได้ ผมจึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้มาแทนความรุ้สึกทั้งหมดของผม
.....รัก......และ......ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
..โจอี้..
.......................................................................................................................................
อ่านถึงตรงนี้แม่เรียมเก็บจดหมายแล้วรีบออกวิ่งในทันที หวังเพียงสิ่งเดียวคือไปให้ทันเวลา.....เธอยังไม่ได้บอกอะไรเลย...
เมื่อเธอมาถึงท่าเรือด้วยอาการเหนื่อยหอบถึงขีดสุด สิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังมีแรงวิ่งต่อไปได้ก็คือประกายผมสีเงินที่เด่นสะดุดตานั่น ประกายผมสีเงินที่สะท้อนแสงอาทิตย์ราวกับแสงจันทร์ที่ไม่ยอมถูกกลืนหายไปในยามกลางวัน
"โจ!!!!!!!!!!" แม่เรียมตะโกนเรียกสุดเสียงเท่าที่คอเธอจะเปล่งเสียงออกมาได้ ทำให้โจหันมามองทางเธอได้สำเร็จ
แต่!...........เธอมาไม่ทัน.........เรือกำลังจะออกจากท่า!!
"คุณเรียม!!!!!" โจอี้ตกใจสุดขีดเมื่อหันมาเห็นแม่เรียมหญิงสาวชาวสยามผู้สามารถตรึงใจของเขาไว้ได้ตั้งแต่แรกเห็น
"โจ!!!!!!!!!!!!.........นายจะต้องสัญญานะ!!!!!!!!.........โอ๊ยยย!!" ได้โปรดเถอะ...ถึงคอจะพัง...หรือขาจะหัก.....ก็ช่าง...
"คุณเรียม!!!!" โจอี้ตะโกนอีกครั้งเมื่อเห็นแม่เรียมสะดุดล้ม แต่ก็ยังลุกขึ้นมาใหม่
"นายต้องสัญญา.....แค่ก...แค่ก" ดูท่าจะใช้เสียงมากเกินไปตอนนี้เลยเจ็บคอขึ้นมา เธอยกมือเรียวสวยขึ้นทาบลำคอ สีหน้าเจ็บปวดแถมน้ำตาก็พาลจะไหล.........
แต่ขณะที่เธอพยายามจะตะโกนออกไปอีกครั้ง ก็มีเสียงกรี๊ดดังลั่น...ตามมาด้วยเสียง...ตูม!!~
"มีคนกระโดดลงไป!!!"
"เด็กหนุ่มผมสีเงินอยู่ ๆ ก็กะโดดลงน้ำไป ช่วยด้วย ๆ "
แม่เรียมได้แต่ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น เมื่อเจ้าของประกายผมสีเงินที่เธอคุ้นเคยกำลังว่ายน้ำตรงกลับมา....กลับมาหาเธอ
โจอี้ปีนขึ้นมาบนฝั่งเนื้อตัวเปียกโชก แม่เรียมจึงวิ่งเข้าไปหาด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น
"คุณเรียม....ผม..." แม่เรียมทำท่าเหมือนบอกให้โจอี้ไม่ต้องพูด
"โจ...สัญญากับฉันสิ" หน้าตาแม่เรียมตอนนี้มีแต่น้ำตาไหลพรากอาบแก้มนวลทั้งสองข้าง
"ครับ...ได้ทุกอย่างครับท่านหญิง" โจอี้คุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมเอื้อมมือไปจับมือเรียวของแม่เรียมยกขึ้นจุมพิตช้า ๆ ทำให้แม่เรียมหน้าแดงขึ้นมาทันที
"ทำอะไรน่ะ..โจ" แม่เรียมที่ไม่คุ้นกับธรรมเนียมของฝรั่งเอ่ยถามพลางหลบสายตาหวังจะซ่อนหน้าแดง ๆ ของเธอให้มิดชิด
"เป็นธรรมเนียมของฝรั่งน่ะครับมันมีความหมาย" โจอี้ลุกขึ้นยืนและดึงมืออีกข้างของแม่เรียมมากุมไว้ด้วย
"มีความหมายว่าอย่างไรรึ ?" แม่เรียมยังคงซักไซร้
"คุณเรียมต้องการให้ผมสัญญาเรื่องอะไรหรือครับ" แต่โจอี้ตัดบทซะก่อน
"เอ่อ...ใช่เกือบลืม....โจนายต้องสัญญากับฉันว่านายจะกลับมากินต้มพะโล้ที่บ้านฉันอีก" แม่เรียมรวบรวมความกล้าทั้งหมดพูดออกไป
"ทำให้กินทุกวันเลยรึเปล่าครับ ?" โจอี้ถามด้วยสีหน้าแฝงแววเจ้าเล่ห์
"ถามบ้าอะไร ตอบมาสักทีสิว่าธรรมเนียมฝรั่งเมื่อครู่หมายถึงอะไร" แม่เรียมทำสีหน้างอนทำให้น่าแกล้ง
โจอี้ค่อย ๆ ก้มลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูของแม่เรียม และแอบหอมแก้มนวลบางไปอีกฟอดหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งไปลงเรือบดลำเล็กที่เรือใหญ่ส่งมารับกลับขึ้นเรือ
"คนบ้า!!!!!" คราวนี้แม่เรียมโกรธจัดกระทืบเท้าปัง ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
"แล้วผมจะกลับมาหาคุณเรียมแน่นอน ทำต้มพะโล้รอไว้ได้เลยนะคร๊าบบบ!!" โจอี้ที่นั่งอยู่บนเรือบดเล็กเอามือป้องปากแล้วตะโกนกลับมา โดยแม่เรียมยืนโบกมือลาอยู่ที่ฝั่ง
=============================================
"....ยม"
"....เรียม!!"
"อ๊ะ!!.....จ้ะ มีอะไรหรือแม่เกศินี" แม่เรียมเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์เสียนานเลย
"เป็นอะไรไปรึ ? ฉันเรียกตั้งนาน" เจ้าฟ้าหญิงถามญาติคนสวยที่เหม่อไปเรื่อยซะจนหูเหอไม่ได้ยินอะไร
"เปล่านี่ ก็แค่ออกมานั่งชมจันทร์รำลึกความหลังเท่านั้นเอง" แม่เรียมตอบพลางเขยิบให้แม่เกศินีลงนั่งข้าง ๆ
"ความหลังเรื่องไหนรึ ?" น้องเก๋ท่าทางจะอยากรู้มาก เหอ ๆ
"เรื่องมันก็นานนมผ่านมาตั้งปีนึงแล้วล่ะแม่เกศินี ก่อนที่ฉันจะเจอเจ้าพะโล้ครึ่งปีพอดิบพอดีเลย" พูดถึงตรงนี้พะโล้เริ่มส่ายหางดิก ๆ
"เขายังไม่กลับมา ?" แม่เกศินีนั่งเท้าคางชมจันทร์ไปด้วย
"อืม...แต่ฉันก็ยังเชื่อว่าเขาจะกลับมาแน่ ๆ " ตอนนี้ไอพะโล้ยิ่งส่ายหางแกว่งไปแกว่งมาใหญ่ แถมยังยกเท้าหน้าขึ้นไปเกยบนตักของแม่เรียมอีก
......ราวกับจะบอกว่า.....ฉันอยู่นี่......
"แน่ใจรึ ?" แม่เกถามอะไรให้มันรักษาน้ำใจหน่อยสิ
"ก็เขาสัญญาไว้แล้วนี่ ตามธรรมเนียมของฝรั่งซะด้วย" แม่เรียมตอบด้วยรอยยิ้ม น้องเก๋เห็นดังนั้นก็วางใจ
"อืม...ฉันไปนอนก่อนล่ะ ที่จริงฉันแค่ออกมาหาอะไรดื่มดับกระหาย" ว่าแล้วแม่เกศินีคนงามก็ลุกขึ้น
"นี่...แม่เกศินี..." อยู่แม่เรียมก็เอ่ยเรียกทำให้ เจ้าฟ้าหญิงคนสำคัญหันกลับมา
"อะไรรึ ?"
"แม่เกศินีคิดว่าฉันควรจะเกลียดพระอาทิตย์ดีไหมที่ทำให้พระจันทร์หายไปในตอนกลางวัน ทั้งที่ฉันก็ชอบแสงจันทร์ออกขนาดนี้" เกศินีได้ยินดังนั้นจึงตอบไปด้วยเสียงเรียบ ๆ
"ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือของฝรั่ง มันเขียนว่า แสงของดวงจันทร์เกิดขึ้นจากการที่ดวงจันทร์สะท้อนแสงของพระอาทิตย์กลับมายังโลกในเวลากลางคืน สรุปที่ดวงจันทร์ส่งแสงสีนวลได้ก็เป็นได้รับแสงจากดวงอาทิตย์"
"หมายความว่าพระอาทิตย์ก็สำคัญกับพระจันทร์มากกว่าท้องฟ้ายามราตรีน่ะสิ"
"ก็คงงั้น แล้วมีอะไรอีกรึเปล่าล่ะ ?"
"อืม...ฉันรู้แล้วล่ะว่าฉันควรจะชอบหรือว่าเกลียดพระอาทิตย์ดี"
===============================================
"ถามบ้าอะไร ตอบมาสักทีสิว่าธรรมเนียมฝรั่งเมื่อครู่หมายถึงอะไร" แม่เรียมทำสีหน้างอนทำให้น่าแกล้ง
โจอี้ค่อย ๆ ก้มลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูของแม่เรียม
"ธรรมเนียมเมื่อครู่หมายความว่าจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อคน ๆ นั้นไปจนตายน่ะสิครับ" เมื่อพูดจบโจอี้ก็หอมเข้าที่แก้มนวลดังฟอดก่อนจะวิ่งหนีลงเรือบดเล็กไป
=================เรือนใจของพี่ ภาค พิสดาร 2 จบ!=================
-----------------------แถม-----------------------
"นี่เรียม...ฉันขอถามหน่อยสิว่าทำไมตั้งชื่อหมาของเธอว่าพะโล้ ทั้งที่มันก็ดูเป็นพันธุ์ของฝรั่ง" เจ้าฟ้าหญิงเกศินีเอ่ยถามญาติคนงามถึงหมาขนสีเงินของเธอซึ่งตอนนี้มันกำลังวิ่งเล่นที่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
"อ๋อ...ก็ไม่มีอะไรหรอก ตอนฉันเจอมันที่สวนหลังบ้าน มันทำให้ฉันนึกคน ๆ นึงน่ะ อีกอย่างวันนั้นฉันทำไข่พะโล้ด้วย มันคงตามกลิ่นมาล่ะมั้ง"
===============เรือนใจของพี่ ภาค พิสดาร 2 จบจริง ๆ!===============
บอกแล้วว่าอย่าท้า ๆ ๆ มาอีกตอนจนได้ -*- 5555 ทำเอาเหนื่อยมากมาย แถมแต่งตอน หกโมงเช้า เสร็จตอน สิบเอ็ดโมงครึ่ง เริ่มง่วงแฮะ -*-
หิวแล้วด้วย อยากกินไข่พะโล้...................
ปล. แง ๆ มันออกมาเศร้าจริง ๆ ด้วยอ่ะพี่จ๊อย อย่างที่พี่บอกเลย ถ้าแต่งฟิค Ag แล้วมานจาออกมาเศร้า -*-
ปล2. หลังจากนี้คงไม่มี เรือนใจ สเปเชียล ให้อ่านกันแล้วนะคับ เพราะเรากลัวว่า เด๋วแต่งไปแล้วมานจะไปบังเอิญสปอยของท่าน ฮานะ ไป ของตอนนี้ยังเสียว ๆ อยู่เรยย ^^" แต่ว่าตอนนี้แต่งเพราะมานนอนไม่หลับ แล้วกลางคืนมานเงียบ อารมณ์มันก็เลยมา -*- เลยออกมาเป็นแบบนี้แหล่ะ เหอๆ

ทำไมของคู่นี้ต้องเศร้าด้วยฟะ
#1 By 【いくみ】 on 2006-06-05 12:43